บุคลิกภาพและการแต่งกาย

การพัฒนาบุคลิกภาพและการแต่งกาย บุคลิกภาพและการแต่งกาย

บุคลิกภาพและการแต่งกาย

บุคลิกภาพและการแต่งกาย

 

การเสริมสร้างบุคลิกภาพ การเสริมสร้างบุคลิกภาพสามารถพัฒนาได้ ตั้งแต่การเคลื่อนไหว การทรงตัว การพูด
ความสะอาดหมดจด ความนึกคิดที่ดี ซึ่งสามารถฝึกฝนได้ดังนี้

การนั่ง ควรนั่งไหล่ตรง หลังตรง วางมือในที่อันควร

การยืน ควรยืนตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ขาตรง เท้าชิด หรือเบี่ยงเล็กน้อย

การเดินและการเคลื่อนไหว ควรเดินตัวตรง ศีรษะตั้งตรง แกว่งแขนเล็กน้อย

การหยิบของที่พื้น ควรย่อตัวลงหยิบ ไม่ใช่ก้มตัวลงหยิบ

การพูด ควรพูดด้วยจังหวะที่ดี ใช้น้ำเสียงที่จริงใจ ให้ความรู้สึกเป็นมิตร

การแสดงสีหน้า ควรแสดงสีหน้าปกติ ไม่แสดงความยินดี โกรธ หรือเย็นชาจนเกินไป

การคิด ควรคิดแต่สิ่งที่ดี ไม่หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์

การรักษาสุขภาพและความสะอาด ควรรักษาน้ำหนักให้เหมาะสมกับความสูง  รักษาสุขภาพกายและจิตให้ดีอยู่เสมอ รักษาความสะอาดของร่างกาย สุขภาพที่ดี
จะส่งผลให้บุคลิกภาพดีด้วยเช่นกัน

 

การแต่งกายให้เหมาะสมกับกาละและเทศะ

การแต่งกายให้เหมาะสมกับ กาละและเทศะหมายถึง การใช้เสื้อผ้ารวมถึงเครื่องประดับตกแต่ง ร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า โดยให้เหมาะสมกับกาละ คือเหมาะสมกับเวลากลางวัน กลางคืน งานเลี้ยงต่างๆ และเหมาะสมกับเทศะ คือเหมาะสมกับสถานที่เช่น สถานที่ราชการ โรงเรียน โรงภาพยนตร์ เป็นต้น

 

ความสำคัญของการแต่งกาย

          ความสำคัญของการแต่งกาย ก็มีด้วยกันอยู่หลายประการ เช่นเพื่อป้องกันอันตราย เห็นได้จากการ ใส่เสื้อผ้าเพื่อป้องกันความหนาว การใส่เสื้อแขนยาวเพื่อป้องกันแสงแดด หรือแต่งกายเพื่อดึงดูด ความสนใจ และความสวยงาม แต่งกายเพื่อแสดงฐานะทางสังคม เช่นเครื่องแบบนักศึกษา ข้าราชตำรวจ หรือการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ราคาแพงก็สามารถบ่งบอก ถึงฐานะทางสังคมได้เช่นกัน
          นอกจากนี้การแต่งกาย ยังบ่งบอกถึงขนบธรรมเนียม และความสุภาพ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นก็มีลักษณะ แบบแผนของตนเอง อย่างเช่นธรรมเนียมตะวันตก ถ้าเป็นงานพิธีการจะต้องแต่งกายครบเครื่อง  สวมถุงน่อง รองเท้า หมวก ถุงมือ แต่ถ้าป็นธรรมเนียมไทยเราจะไม่สวมหมวก

ประเภทของการแต่งกาย

           โอกาสปกติ การแต่งกายในโอกาสปกติ ได้แก่การไปทำงาน ประชุม สอบสัมภาษณ์ ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย ตามสมัยนิยมเหมาะกับสถานที่ และสภาพอากาศ

งานทั่วไป ถ้าในบัตรเชิญกำหนด ว่าแต่งกายตามสบาย casual dress หรือ casual clothes สุภาพบุรุษสามารถ สวมเสื้อเชิตผูกเนคไท ชุดพระราชทาน หรือใส่เสื้อเชิตสวมสูททับ โดยไม่ต้องผูกเนคไท ส่วนสุภาพสตรีแต่งกายเรียบร้อย มีเครื่องประดับบ้างเล็กน้อย

งานเลี้ยงตอนค่ำ มักเขียนไว้ในบัตรเชิญว่า Dinner การแต่งกายควรหรูหราขึ้น สุภาพบุรุษใส่เสื้อเชิต ผูกเนคไทสวมสูททับ สุภาพสตรีสวม กระโปรงตาม สมัยนิยมหรือสวม กระโปรงยาวที่ดูหรูหรา ถ้าเป็นงานเลี้ยงรับรองหรือ cocktail สามารถสวมกระโปรงฟู ได้เพราะเป็นการยืนรับประทาน

งานราตรีสโมสร มักกำหนดว่าเป็น Formal even wear สุภาพบุรุษจะแต่งกาย ครบเครื่องเต็มยศ ประกอบด้วยสูท กางเกง เสื้อเชิต เสื้อแค่เอว ผ้าคาด เอว โบว์ไท รองเท้าสีดำส่วนสุภาพสตรี สวมชุดยาวเปิดไหล่ หรือเสื้อแขนยาวมี การตกแต่งหรูหรา หรืออาจใช้ชุดไทยจักรี ชุดไทยบรมพิมาน

งานพิธีการ เช่นงานพระราชทาน ปริญญาบัตร งานพระราชพิธี งานที่เป็นทางการ การแต่งกายต้องเป็นไปตามกำหนด เช่นชุดปกติขาว ชุดสากล ชุดไทยต่างๆ สุภาพสตรไม่ควร สวมกระโปรงสั้นหรือยาวเกินไป

งานทำบุญที่วัด ควรแต่งกายสุภาพมิดชิด สีสันไม่ฉูดฉาด เหมาะกับรูปร่าง และผิวพรรณในกรณีของงานศพสุภาพ บุรุษควรใส่ชุดสูทสีเข้ม สวมเชิ้ตขาว เนคไทสีดำ รองเท้าถุงเท้าสีดำ ถ้าเป็นพิธีพระราชทานเพลิงศพ ข้าราชการใส่ชุดปกติ ขาวสวมแขนทุกข์ สุภาพสตรีสวมชุดดำแบบสุภาพ ไม่ควรมีลวดลาย

 

เครื่องแต่งกายมาตรฐานสุภาพบุรุษ

สูท ประกอบด้วยเสื้อนอก และกางเกงสีเดียวกัน บางครั้งมีเสื้อกั๊กประกอบด้วย สูทจะเปลี่ยนไป ตามแฟชั่น บางครั้งปกใหญ่หรือปกเล็ก ตัวสั้นหรือตัวยาว กระเป๋าตรงหรือเฉียง กะดุมแถวเดียว หรือสองแถว ควรเลือกตามสมัยนิยม

กางเกง มีด้วยกันหลายแบบเช่น ขาตรง ขาบาน ขาแคบ เป้าตึงและเป้าหย่อน ควรเลือกใช้ตามสมัยเช่นกัน

สูทในงานพิธีการ(Formal Evening Wear) บางครั้งเรียกว่า Black Tie ประกอบด้วยเสื้อสีดำปกแบะ ทำจากผ้าต่วน หรือ ทักซีโด และเชิ้ตแขนยาว ผูกโบว์ไทสีดำ และถ้าเป็นงานพิธีการมากๆ จะสวมเสื้อนอกที่มีด้านหลังยาว

เบลเซอร์ (Blazer) เป็นเสื้อนอกที่ใช้สวมทับเสื้อเชิ้ต แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ร่วมกับกางเกงสีเดียวกัน หรือผ้าชนิดเดียวกัน

 

เสื้อผ้าและเครื่องประกอบการแต่งกาย

เสื้อเชิ้ต มีด้วยกันหลายแบบ Dress shirt เป็นเชิ้ตทั่วไปแต่ค่อนข้างเป็นทางการ มักผูกเนคไท ประกอบ Work shirt เป็นเชิ้ตสำหรับใส่ทางการไม่ต้องผูกเนคไท สำหรับใส่ทำงานที่ต้อง ใช้แรงงาน Sport shirt เป็นผ้ายืดหรือผ้าทอสีพื้น และลายทางรวมถึงเสื้อโปโล ที่สวมทางศีรษะFormal shirt เป็นเชิ้ตใช้กับงาน พิธีการมักเป็นสีพื้น และจับพลีทที่อก

รองเท้า ควรมีอย่างน้อยสองคู่สำหรับใส่ไปทำงาน ควรเป็นสีดำหรือน้ำตาลแบบเรียบร้อย เลือกใส่ให้เหมาะสมกับเสื้อผ้า จะเป็นแบบสวมหรือผูกเชือกก็ได้ แต่ถ้าเป็นการแต่งเครื่องแบบ เต็มยศควรเลือกใช้รองเท้าผูกเชือกสีดำ ในยามพักผ่อนควรใช้รองเท้าสาน ส่วนในการเล่นกีฬา ควรใช้รองเท้าผ้าใบ

ถุงเท้า ควรเป็นสีเดียวกับรองเท้า หรือใช้ถุงเท้าสีเข้มกับรองเท้าดำ ส่วนรองเท้าสีน้ำตาล สามารถใช้สีเนื้อได้ ไม่ควรใช้ถุงเท้าสีสดจนเกินไป ในงานศพควรใช้รองเท้าดำและถุงเท้าดำ เท่านั้น

ผ้าเช็ดหน้า ควรเลือกสีกลางๆ เช่น ดำ เทา น้ำเงิน น้ำตาล ครีม น้ำเงิน เพราะเข้ากับเสื้อผ้าได้ทุกสี

 

เครื่องแต่งกายมาตรฐานสุภาพสตรี

เสื้อผ้า(Garment) เสื้อผ้าสุภาพสตรีที่เป็นมาตรฐานได้แก่

Basic suit เป็นชุดคนละชิ้น แบบเรียบ ตัดเย็บดี สวมใส่ได้รูป สีเบสิค
ใช้ผ้าทำกระดุม ใช้อุปกรณ์ประกอบการแต่งกายได้หลายแบบ

Basic dress เป็นชุดติดกันแบบเรียบๆ มีรายละเอียดหรูกว่า Basic suit ใช้ได้หลายโอกาส
ใช้ได้กับเครื่องประดับหลากหลาย

Suit dress เป็นเสื้อสองชั้น ข้างในเป็นชุดติดกัน (Dress) และมีเสื้อนอก(Jacket)สวมทับ
กลางวันใช้เป็นสูท กลางคืนถอดสูทออกไปงานเลี้ยงได้

เครื่องประกอบการแต่งกาย(Accessories)

กระเป๋าถือ อาจทำจากผ้าหรือหนัง ควรเลือกสีกลางๆ เพราะสามารถใช้เข้ากับชุดและรองเท้าได้หลากหลาย

รองเท้า ควรมีอย่างน้อยสองคู่ เช่นดำกับน้ำตาลหรือครีม เพื่อเลือกใส่ให้เข้ากับชุด ถ้าเป็นไปได้ควรมีรองเท้าห้าคู่ขึ้นไปคือ รองเท้าส้นแบนเช่น รองเท้าผ้าใบ รองเท้าแตะ รองเท้ามีส้นปานกลางสองคู่สำหรับใส่ทำงาน และรองเท้าแบบเรียบแต่หรูสำหรับใส่ไปงาน ควรเลือกใช้รองเท้าให้เหมาะสมกับกาลเทศะ เช่นเวลาไปทำงาน ประชุมควรใส่รองเท้าหุ้มส้น ส้นเตี้ย แบบเรียบๆเวลาเล่นกีฬาควรใส่รองเท้ากีฬา รองเท้าหุ้มส้นที่มีพื้นยางเพื่อป้องกันการลื่น ในโอกาสพิเศษหรืองานเลี้ยงควรสวมรองเท้าส้นสูงแบบเรียบหรู เวลาเลือซื้อรองเท้านอกจาก ความสวยงามแล้วควรคำนึงถึงความสบายในการสวมใส่ด้วย

หมวก ในประเทศไทยเราส่วนใหญ่การสวมหมวกเพื่อป้องกันแดดและลม ดังนั้นการม หมวกหนึ่งหรือสองใบก็เป็นการเพียงพอ ควรเลือกสีกลางๆเช่น เทาหรือสีเนื้อเพราะสามารถใส ได้ทุกโอกาส

ถุงเท้า ควรสวมเมื่อใส่ไปในงานที่เป็นทางการหรือพิธีการ และขณะเล่นกีฬา ควรเลือกสีกลางๆ ทำจากวัสดุที่นุ่มใส่สบาย

เข็มขัด ควรเลือกสีให้เหมาะกับเสื้อผ้าและรองเท้า เครื่องประดับ(Jewelry) จะมีสองลักษณะคือ Costume jewelry คือเครื่องประดับที่ออกแบบเพื่อให้ สวมเข้าชุดกับเสื้อผ้าทำจากวัสดุที่มีราคาไม่มาก และFine jewelry ทำจากวัสดุที่มีราคาจำพวก ทองและอัญมณีที่มีราคา

 

ติดตามบทความ  “การพัฒนาตนเอง” ได้ที่เว็บไซค์ของเราต่อได้เลยครับ

การพัฒนาตนเอง การอ่านหนังสือ

วิธี การพัฒนาตนเอง การเรียน รู้ได้ไวขึ้น

การพัฒนาตนเอง และการพัฒนาวิชาชีพ

การพัฒนาตนเอง

ufabet.win

การทํางานเป็นทีม

การทํางานเป็นทีม

การทํางานเป็นทีม คือ อีกหนึ่งรูปแบบการทำงานในฝันของใครหลายคน เพราะผลลัพธ์ของการทำงานรูปแบบ นี้มักจะประสบความสำเร็จ เป็นอย่างดี ทำให้องค์กรเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน บุคลากรให้พัฒนาตัวเองตลอดเวลา เพราะหากในทีมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำงานเข้าขากัน ตลอดจนมีความสนิทชิดเชื้อกัน ทำผลงานเป็นที่น่าพอใจ ก็มีสิทธิได้ปรับเลื่อนตำแหน่งหรือเงินเดือนขึ้นพร้อม ๆ กันทั้งทีม โดยลักษณะ และแนวทางของการทำงานเป็น Teamwork อย่างมีประสิทธิภาพ มี 6 ข้อ ดังนี้

1. สร้างและโฟกัสเป้าหมายร่วมกัน เมื่อทำงานเป็นทีมก็ควรเริ่มวางแผนโดยสร้างวัตถุประสงค์ร่วมกัน เพื่อโฟกัสเป้าหมายในการเดิน ไปข้างหน้าร่วมกัน และเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ งานให้บรรลุความสำเร็จตามภารกิจ ซึ่งการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ดี ควรมีการกำหนดขอบข่ายหน้า ที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนให้ชัดเจน แต่โฟกัสในสิ่งเดียวกัน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือร่วมมือร่วมใจ และวัดความสำเร็จของทีม โดยอาจเขียนวัตถุประสงค์ และหน้าที่ของแต่ละคนเป็นลายลักษณ์อักษรให้เข้าใจง่ายและทำได้จริง สนองนโยบายองค์กร
2. เข้าใจการทำงานของตนเอง และคนอื่น จุดเริ่มต้นแรกของการทำงานเป็น ทีมอย่างมีประสิทธิภาพนั่นก็คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” แม้จะเป็นหน่วยเล็กที่สุดของทีม แต่ก็สำคัญที่สุดเช่นกัน เพราะการที่ทีมมีบุคลากรที่ดีมารวมตัวกัน รวมทั้งมีความเข้าใจ ถึงการทำงานของผู้อื่นในทีม โดยอาศัยข้อดีเกื้อหนุน ซึ่งกันและกัน หากมีจุดไหนที่แตกต่างกันมาก ก็พร้อมจะเข้าใจ
3. สร้างทีมด้วยความสามารถ หรือจุดเด่นของแต่ละคน เมื่อกำหนดหน้าที่ และภาระงานของแต่ละคน ตามความสามารถ ตำแหน่ง และประสบการณ์แล้ว หัวหน้าทีมก็ควร มองหาจุดเด่นของแต่ละคน ทั้งในเรื่องการทำงาน และทัศนคติต่าง ๆ เพื่อต่อชิ้นส่วนจิ๊กซอว์แต่ ละอันให้เข้ากันประสานเป็นหนึ่งเดียว อาจสร้างระบบบัดดี้เพื่อให้ รองรับการทำงานซึ่งกันและกัน ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม และลดความผิดพลาดของงาน
4. ตรงไปตรงมา จริงใจต่อกัน ให้การสนับสนุนกัน เมื่อทำงานร่วมกันเพื่อ จุดประสงค์เดียวกันแล้ว ก็ควรเปิดใจต่อกัน ตรงไปตรงมา ทั้งในเรื่องของงาน และความจริงใจ ระหว่างกันในทีม มีข้อเสนอแนะ เห็นพ้องเห็นต่างในจุดไหนอย่างไร ก็กล้าที่จะพูดออกไปตามตรงโดยไม่ใช้อารมณ์ หรือเรื่องส่วนตัว เมื่อเห็นต่างแล้วก็ควรมีเหตุผลที่ดี สนับสนุนให้เกียรติกัน พร้อมข้อเสนอแนะ เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมได้แก้ไขจุดบกพร่อง สิ่งนี้ไม่นับเป็น การทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่คือความจริงใจและให้การสนับสนุน กันอย่างแท้จริง รู้ไหม เพื่อนร่วมทีมก็มีส่วนช่วย ให้เราไปสู่ความสำเร็จ
5. เป็นผู้นำที่ดี และเป็นผู้ตามที่มีวินัย บุคคลในทีมที่มี Teamwork ดี มักจะประกอบด้วย คนที่มีลักษณะภาวะความ เป็นผู้นำและเป็นผู้ตามในขณะเดียวกัน คำว่าผู้นำในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง การเป็นหัวหน้าแต่เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการกล้าตัดสินใจ กล้าแสดงความคิดเห็น รู้หน้าที่ของตนเอง ไม่ต้องรอให้ใครมาบังคับ มีข้อเสนอแนะที่ ดีให้เพื่อนร่วมทีมอยู่เสมอ และในขณะเดียวกัน เมื่อผู้อื่นในทีมแสดงภาวะ ความเป็นผู้นำบ้าง ก็สามารถเป็นผู้ตามที่มีวินัย เปิดกว้าง ยอมรับข้อเสนอแนะ แล้วนำมาปรับปรุงตนเองได้ ให้สมาชิกในทีม ได้พัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา
6. เพิ่มความสนิทสนม สานสัมพันธ์ ฝ่ายบุคคลหรือหัวหน้างานในหลาย ๆ องค์กร มีนโยบายละลาย พฤติกรรมของทีม เช่น การไปเที่ยว Outing กิจกรรมสนุกสนานร่วมกันต่าง ๆ เพื่อหนุนให้เกิด ความสนุกสนานสานสัมพันธ์กันในองค์กร เมื่อมีความสนิทสนม กันระดับหนึ่งแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ทีมทำงาน ไปด้วยกันอย่างราบรื่นมากขึ้นไปอีก กิจกรรมแบบนี้ จึงควรจัดขึ้นปีละหลายครั้งหน่อย เพราะนอกจากจะช่วย ในเรื่องการทำงานเป็นทีมแล้ว ยังช่วยลดภาวะ ความตึงเครียดจากการทำงานได้อีกด้วย

ข้อดีของการทำงานเป็นทีมที่มีจุดเด่นแตกต่างกัน

เช่น ทักษะการประสานงาน ทักษะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทักษะทางการเงิน ฯลฯ เพราะไม่มีใครที่เพอร์เฟค มีความสามารถครบทุกด้าน การทำงานเป็นทีม จึงเป็นการช่วยกันอุด ช่องโหว่ของแต่ละคน โดยที่ไม่ลืมการมีผู้นำที่มาช่วยเติม เพิ่มพลังในการโฟกัสจุดประสงค์ของงานร่วมกัน มีการพัฒนาสัมพันธภาพ ในทีมให้ดีอยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็เป็น จุดเริ่มต้นที่ดีในการทำงาน เป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

8 ทักษะสำคัญสำหรับการทำงานเป็นทีม

ทักษะการทำงานเป็นทีม หมายถึง วิธีการที่จะทำให้คนหลายๆคนทำหน้าที่เดียวกัน ทำงานร่วมกัน เพื่อไปถึงเป้าหมาย ซึ่งจะจะช่วยให้สมาชิกแต่ละคนรู้ถึงข้อผิดพลาด และพัฒนาตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม การทำงานเป็นทีม ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงความคิดที่ขัดแย้งกัน ซึ่งจะทำให้สมาชิกผิดใจกันได้ง่ายๆ ดังนั้น สมาชิกแต่ละคนต้องฝึกฝนทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อสร้างทีมที่ดีและมีความสนิทสนมกันภายในทีม

ฟังผู้อื่น
เมื่อคุณอยู่ในทีม คุณควรที่จะเคารพและฟังความคิดของผู้อื่น เพราะว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าความคิดนั้นจะดีแค่ไหนก็ตาม ก็ยังสามารถที่จะมีข้อผิดพลาดได้ เราเป็นผู้ฟังที่ยอมรับความผิดพลาดนั้น และนำไปสู่การทำให้ความคิดนั้นดีขึ้นกว่าเดิม

การฟังจะช่วยให้สมาชิกในทีมรู้ถึงข้อด้อยและข้อเด่นของกันและกัน และให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงพัฒนามันไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเมื่อทำงานเป็นทีม คุณควรที่จะฝึกทักษะด้านการฟัง

ทักษะการมำงานองค์กร
ทัษะองค์กรเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าทีม หัวหน้าทีมจะต้องมีความสามารถในการกำหนดงาน แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในทีมและให้ความเป็นธรรมระหว่างสมาชิกในกลุ่ม เพื่อให้งานดำเนินต่อไปได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นอกจากทักษะสำหรับการทำงานเป็นทีมคือรู้จักวิธีในการจัดการงาน เป็นหน้าที่ที่สมาชิกทุกๆคนทำได้ดี เมื่อมีการกำหนดงาน สมาชิกทุกคนจะต้องรู้ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำงานตามแนวทางทางวิทยาศาสตร์ อย่าทำงานช้ามากเกินไปเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ และทำงานให้เสร็จให้ตรงตามกำหนดเวลา

ให้ความช่วยเหลือและเคารพผู้อื่น
ในทีมเดียวกัน สมาชิกแต่ละคนต้องช่วยเหลือกันและกัน สมมุติว่ามีสมาชิกที่เกิดปัญหาขึ้น คุณควรเข้าไปแชร์และข่วยเหลือปัญหส มันจะช่วยสร้างการติดต่อระหว่างสมาชิก

มากกว่านั้น สมาชิกแต่ละคนต้องเคารพกันและกัน คุณไม่ควรคิดว่าคุณดีกว่าคนอื่น หรือประเมินตนเองมากเกินไปหรือประเมินคนอื่นน้อยเกินไป การช่วยเหลือและเคารพกันและกันเป็นการทำให้งานก้าวหน้าไปได้มากที่สุดด้วยเป้าหมายเดียวกัน หลักการนี้ไม่ได้เหมาะกับงานบริษัท เอกชนอย่างเดียว แต่งานราชการอย่างงานครูนั้นก็ สามารถนำไปใช้ได้

มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของคุณ
ไม่ว่าคุณจะทำงานส่วนตัวหรือทำงานเป็นทีม คุณต้องฝึกฝนทักษะเกี่ยวกับความรับผิดชอบ ในสำหรับการทำงาน เมื่อคุณทำงานส่วนตัว หากผลลัพธ์ออกมาไม่ดี คุณจะเป็นเพียง คนเดียวที่รับผิดชอบต่อมัน แต่หากการทำงานเป็นทีมนั้นต่างกัน ถ้าหากคุณไปขึ้นอยู่กับคนอื่นหรือไม่ทำงานให้สำเร็จ ในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มันหมายถึงว่า การกระทำของคุณส่งผลกระทบต่อทั้งทีม จากนั้นความไว้วางที่เคยได้รับ ก็จะเปลี่ยนไป นอกจากนั้นผลลัพธ์สุดท้าย ยังเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมากของงาน ไม่ใช่ความสำเร็จของหน้าที่

การส่งเสริมและการพัฒนาบุคคล
นี่เป็นทักษะสำหรับหัวหน้าทีม หัวหน้าทีมมีสิ่งที่บริษัทต้องการ และมีความสามารถที่จะส่งเสริม สร้างแรงจูงใจ สร้างเงื่อนไขกับสมาชิกทุกคน ในทีมเพื่อให้มีพัฒนาการของแต่ละบุคคล เมื่อสมาชิกแต่ละคนได้รับการสนับสนุน และมีโอกาสที่จะพัฒนา ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นในการทำงาน ทำให้พวกเขาจะสามารถ ตระหนักได้ถึงคุณค่าของพวกเขาได้มากขึ้น

การมีการติดต่อสื่อสารกัน
คุณควรรู้ถึงแนวทางที่จะทำให้ คุณติดต่อสื่อสารกับสมาชิกคนอื่นได้ ไม่เช่นนั้น คุณจะรู้สึกโดดเดี่ยว บางเวลาคุณรู้สึกว่าคุณไม่ค่อยมีค่าในทีม แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ความคิดของคุณ คุณควรที่จะเรียนรู้การใกล้ชิดกับผู้คน การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นนั้นจะ ทำให้เกิดทีมที่ยอดเยี่ยม เพราะว่าสมาชิกทุกๆ คนจะเข้ากับคนอื่นได้ง่ายขึ้นจากการแบ่งปัน และช่วยเหลือกันในงานและชีวิตจริง

สร้างความเป็นหนึ่งเดียว
หากคุณไม่มีทักษะในการทำงานเป็นทีม มันจะเป็นการง่ายมากที่จะสร้างความแตกต่าง เพราะว่ามีหลากหลายความคิดเห็นระหว่างสมาชิกแต่ละคนในทีม จากที่กล่าวมา การรวมกันเป็นหนึ่ง เดียวระหว่างสมาชิกทุกคนเป็นสิ่ง ที่สำคัญมากที่จะทำให้ทีมก้าวหน้า ไปได้ในผลประโยชน์เดียวกัน นี่ไม่ใช่ทักษะที่ง่ายในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียว สมาชิกไม่เพียงแต่ให้ ความคิดเห็นของพวกเขา แต่รวมถึงการที่จะต้องฟัง และเคารพความคิดของผู้อื่น รู้วิธีการวิเคราะห์ว่าสิ่งนั้นถูก หรือผิดและการโน้มน้าวใจคนในทีม

มีความเป็นธรรมและตรงไปตรงมา
เมื่อมีการทำงานในทีม คุณจะต้องปฏิเสธความเห็นแก่ตัวของคุณ ufabet.win ความไม่พอใจในสิ่งเล็กๆน้อยๆ ความอิจฉาสมาชิกในทีม และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับสมาชิกคนอื่น ถ้าหากคุณมีความรุ้สึกว่า สถานการณ์หนึ่งๆไม่มีเหตุผล คุณควรจะจะให้คำแนะนำอย่าง ตรงไปตรงมาทันที หากคุณสามารถทำ เช่นนั้นได้ คุณจะทำให้สมาชิก คนอื่นยอมรับและเชื่อถือในตัวคุณ ในเวลาเดียวกัน ก็นังนำไปสู่การสร้าง ความเป็นหนึ่งเดียวในทีม และสร้างแรงจูงใจที่จะทำให้ ทีมก้าวไปข้างหน้าได้

เมื่อมีหลากหลาย คนลงมติเอกฉันท์ ในเรื่องบางอย่าง แน่นอนว่าผลลัพธ์ จะต้องเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าผลลัพธ์ ของคนๆเดียว เป็นสมาชิกที่มี ความกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบที่ จะนำทีมไปสู่เป้าหมายที่ดีที่สุดได้ อย่าใส่ไปใส่ใจกับ ความไม่พอใจเล็กๆน้อยๆ เพราะว่ามันจะทำให้คุณ และผู้อื่นไม่สนิทใจกัน คุณควรจำไว้ว่า “เมื่อร่วมมือกัน เราสามารถเปลี่ยนโลกได้” อยู่ด้วยกัน และแบ่งปันกันเป็นทักษะที่สำคัญที่ สุดสำหรับการทำงานเป็นทีมที่ คุณต้องจำให้ขึ้นใจเอาไว้

 

ติดตามบทความ  “การพัฒนาตนเอง” ได้ที่เว็บไซค์ของเราต่อได้เลยครับ

การพัฒนาตนเอง การอ่านหนังสือ

วิธี การพัฒนาตนเอง การเรียน รู้ได้ไวขึ้น

การพัฒนาตนเอง และการพัฒนาวิชาชีพ

การพัฒนาตนเอง

การพัฒนาวิชาชีพ

การพัฒนาตนเอง การพัฒนาวิชาชีพ

การพัฒนาวิชาชีพ

การพัฒนาตนเอง และ การพัฒนาวิชาชีพ หมายถึง กระบวนการพัฒนาสมรรถนะและวิชาชีพครู โดยมีแผนการพัฒนาตนเอง และดำเนินการพัฒนาตนเองตามแผนอย่างเป็นระบบ  สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานความต้องการจำเป็น องค์ความรู้ใหม่ นโยบาย แผนกลยุทธ์ของหน่วยงานการศึกษาหรือส่วนราชการต้นสังกัด มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในระดับสถานศึกษา หรือระดับเครือข่าย หรือระดับชาติ

และแสดงบทบาทในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ด้วยความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตรที่มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมายและภารกิจร่วมกัน ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน เพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร และสร้างนวัตกรรมจากการเข้าร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

 

การพัฒนาตนเอง หมายถึง กระบวนการพัฒนาสมรรถนะของครูรายบุคคล โดยมีแผนการพัฒนาตนเองและดำเนินการตามแผนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงาน ความต้องการจำเป็น องค์ความรู้ใหม่ หรือตามนโยบาย หรือแผนกลยุทธ์ของหน่วยงานการศึกษาหรือส่วนราชการต้นสังกัด โดยนำความรู้ ความสามารถ ทักษะ ที่ได้จาก  การพัฒนาตนเองมาพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน

 

1. จัดทำแผนพัฒนาตนเอง ที่สอดคล้องกับสภาพการปฏิบัติงานความต้องการจำเป็นหรือตามแผนกลยุทธ์ของหน่วยงานการศึกษา หรือส่วนราชการต้นสังกัด

2. พัฒนาตนเองตามแผน

3. นำความรู้ ความสามารถ และทักษะที่ได้จากการพัฒนาตนเองมาพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน

4. สร้างองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการพัฒนาตนเอง

5. เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นผู้นำ

การพัฒนาวิชาชีพ หมายถึง กระบวนการพัฒนาวิชาชีพครู โดยการมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในระดับสถานศึกษา หรือระดับเครือข่าย หรือระดับชาติ และแสดงบทบาท ในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ด้วยความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร มีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมายและภารกิจร่วมกัน เพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร และสร้างนวัตกรรมจากการเข้าร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยนำความรู้ ความสามารถ ทักษะ ที่ได้จากการพัฒนาวิชาชีพมาพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผล ต่อคุณภาพผู้เรียน

1. เข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

2. นำองค์ความรู้ที่ได้จากการเข้าร่วมชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน

3. สร้างนวัตกรรมที่ได้จากการเข้าร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

4. สร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ

5. สร้างวัฒนธรรมทางการเรียนรู้ในสถานศึกษา

6. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อวงวิชาชีพ

7. เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นผู้นำ

แนวทางการพัฒนาตนเองสู่ครูมืออาชีพ

ครูมืออาชีพ ตามความหมายของกรมวิชาการ ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือครูที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้านที่จะเป็นครู คือ มีความรู้ความสามารถ มีทักษะในการให้การศึกษาอบรมศิษย์ในทุก ๆ ด้าน มีความประพฤติดี วางตัวดี เอาใจใส่ดูแลศิษย์ดี มีวิญญาณของความเป็นครู และปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณ ซึ่งจากความหมายนี้ เราจะเห็นได้ว่า ระดับของครูมืออาชีพนั้น แตกต่างจากระดับคนที่ประกอบอาชีพครูอยู่พอสมควร ครูทุกคนถึงแม้จะมีความรู้ทางวิชาชีพทัดเทียมกัน เพราะส่วนใหญ่ต่างจบจากสถาบันผลิตครูเหมือนๆกัน หรือจะแตกต่างกันบ้างก็ตรงชื่อของมหาวิทยาลัยที่เรียนจบ แต่เมื่อผ่านการคัดเลือกเข้ามาบรรจุครูในสถานศึกษาของรัฐหรือได้ทำงานในสถานศึกษาของเอกชน ครูทุกคนก็มีจุดเริ่มต้นในการทำงานที่แทบจะไม่ต่างกัน แต่อะไรเล่า? ที่เป็นตัววัดว่า ใครคือผู้ประกอบอาชีพครูธรรมดาๆ และใครควรจะถูกเรียกว่าเป็นครูมืออาชีพ

สิ่งที่ทำให้ครูมืออาชีพ แตกต่างจากผู้ประกอบอาชีพครูโดยทั่วไปนั้น คือการสามารถปฏิบัติตนให้ดำรงไว้ซึ่งปัจจัยที่ส่งเสริมความเป็นครูที่ดี 4 ประการ ซึ่งปรากฏในหนังสือคู่มือเส้นทางครูมืออาชีพสำหรับครูผู้ช่วย ของสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติกร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันได้แก่

           1. อุดมการณ์ของครู

           สำหรับครูมืออาชีพ จะเน้นในเรื่องในของการดำรงไว้ซึ่งอุดมการณ์ความเป็นครูมากกว่าจะคำนึงถึงอามิสสินจ้าง โดยพร้อมแสดงความเมตตากรุณาต่อศิษย์ เสียสละและมุงมั่นในการทำงานเพื่อเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพตามความสามารถที่ตัวเองพึงกระทำได้

           2. คุณลักษณะของการเป็นครูที่ดี

           ครูมืออาชีพส่วนใหญ่จะมีลักษณะของการเป็นครูที่ดี ซึ่งการเป็นครูที่ดีนั้น ถ้ามองตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพแล้วจะสามารถสรุปได้คร่าวดังนี้ คือ

                      – ต้องเป็นผู้รอบรู้ในเรื่องของนโยบายการศึกษา เข้าใจในหลักสูตรและเนื้อหาวิชาที่สอน มีทักษะในการสอน วัดและประเมินผลผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง

                      – ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองอย่างสม่ำเสมอ สามารถจับประเด็นและวิเคราะห์ปัญหาต่างๆได้

                      – สามารถสนับสนุนและส่งเสริมการเรียนการสอน ทั้งในเรื่องของการดูแลผู้เรียน การจัดการสื่อการเรียนการสอน และการช่วยเหลืองานสนับสนุนการจัดการในโรงเรียนต่างๆ เช่น งานพัสดุ หรืองานธุรการ เป็นต้น

                      – มีคุณธรรมจริยธรรมตามหลักของจรรยาบรรณวิชาชีพ

                      – รู้จักพัฒนาตนเองและส่งเสริมชุมชนอยู่เสมอ

           ซึ่งจากคุณลักษณะการเป็นครูที่ดี โดยสังคราะห์จากเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ จะเห็นว่าครูมืออาชีพนั้นจะต้องเป็นปฏิบัติดีทั้งต่อตัวเอง ผู้เรียน โรงเรียน รวมไปถึงชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงด้วย

           3. ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

           ปัจจุบันนี้ อาชีพครูกลายเป็นอาชีพหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในเรื่องของหนี้สิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้ว่าครูจะไม่ใช่อาชีพที่ทำรายได้ในระดับที่สูงมากนัก แต่รายได้ของครูก็เพียงพอต่อการใช้สอย ถ้ามีความพอเพียงและสามารถบริหารจัดการได้ดี การมีหนี้สิน ถ้าอยู่ในระดับที่ดูแลจัดการได้นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ส่วนใหญ่ที่พบมักเป็นลักษณะของการมีหนี้สินติดพันรุงรังจนกระทบต่อการทำงาน ทำให้ครูไม่อาจทำงานได้เต็มที่ กังวลกับเรื่องหนี้สินตลอดเวลา ซึ่งสำหรับครูมืออาชีพนั้น จะเป็นผู้ที่หยิบยกแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาใช้ในการดำเนินชีวิตคือ พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง ทำให้สามารถใช้ชีวิตในวิชาชีพครูได้เป็นแบบอย่างที่ดีและมีความสุข

           4. คุณธรรมที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ufabet.win

           การเป็นครูมืออาชีพ จะต้องยึดถือคุณธรรมในการทำงาน ซึ่งคุณธรรมในการประกอบวิชาชีพครูนั้น ตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพ จะประกอบด้วย (1) ความมีเมตตากรุณาต่อศิษย์  (2) มีความยุติธรรม (3) มีความรับผิดชอบ (4) มีวินัย (5) ขยันขันแข็ง (6) อดทน (7) ประหยัด (8) รักและศรัทธาในวิชาชีพครู (9) มีความเป็นประชาธิปไตยในการปฏิบัติงานและการดำรงชีวิต

สำหรับการแนวทางในการฝึกฝน เพื่อก้าวสู่การเป็นครูมืออาชีพนั้น จากบทความเรื่อง คมคิด 12 ประการ สู่ความเป็นครู สควค. มืออาชีพ ของนายเดชา การรัมย์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านม่วงหนองตาด จังหวัดสุรินทร์ (ตำแหน่ง ณ ขณะนั้น)  ได้เขียนไว้ในวารสาร สควค. ปีที่ 2 ฉบับที่ 7 เมษายน-มิถุนายน 2551 นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์และสามารถนำมาเป็นแนวทางในการฝึกฝนและพัฒนาตนเองเพื่อก้าวสู่ความเป็นครูมืออาชีพได้ จึงนำมาเรียบเรียงใหม่ให้เหมาะสมตามความคิดเห็นของข้าพเจ้า ซึ่งสามารถสรุปได้เป็นแนวทาง ดังนี้

           1. ผู้สอนควรปฏิบัติตนให้มีความเหมาะสมตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ  เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของของบุคคลทั่วไป

           2. ควรศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาของชาติ ตามนโยบายต่างๆ ของทางกระทรวงศึกษาธิการ  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสม

           3.  ต้องศึกษากฎหมายและหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา เพื่อให้สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้อย่างเหมาะสม

           4.  ต้องทำความรู้จักผู้เรียน เพื่อให้ทราบถึงอุปนิสัยใจคอ จุดเด่น และจุดที่ต้องพัฒนาเรียน สามารถ วิเคราะผู้เรียนเป็นรายบุคคลได้ ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้

           5. จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เน้นทักษะการปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความเข้าใจและสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยครูทำหน้าที่เป็นผู้แนะแนวทางและให้คำปรึกษามากกว่าเป็นผู้ชี้นำในการเรียนการสอน

           6.  ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีการบูรณาการแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ในส่วนของเนื้อหาที่สัมพันธ์กัน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีความคิดเชื่อมโยงและสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง

           7. เลือกใช้วิธีการวัดผลการเรียนรู้อย่างหลากหลาย ตามสภาพที่เหมาะสมของผู้เรียน เพื่อให้ทราบถึงผลลัพธ์ที่ถูกต้องและแม่นยำ

           8. เลือกจัดกิจกรรมหรือโครงการที่เน้นให้ผู้เรียนให้เกิดความรู้ ทักษะ หรือคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลาง และหลักสูตรสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

           9. ควรมีการอบรมพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และใช้การวิจัยในชั้นเรียนเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและแก้ไขปัญหาต่างๆของผู้เรียน

           10. หมั่นศึกษาและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ควรร่วมกิจกรรมการฝึกอบรม หรือกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับเพื่อนครูทั้งในและนอกโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

           11. ฝึกฝนทักษะในการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้

           12. พัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีกับบุคคลอื่น สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

 

ติดตามบทความ  “การพัฒนาตนเอง” ได้ที่เว็บไซค์ของเราต่อได้เลยครับ

การพัฒนาตนเอง การอ่านหนังสือ

วิธี การพัฒนาตนเอง การเรียน รู้ได้ไวขึ้น

การพัฒนาตนเอง

การพัฒนาตนเอง การเรียน

วิธี การพัฒนาตนเอง การเรียน รู้ได้ไวขึ้น

 

การพัฒนาตนเอง การเรียน

การพัฒนาตนเอง การเรียน มนุษย์เรา ต้องเรียนรู้อย่างมีประสิทธิผล และมีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะได้สามารถปรับตัว ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพบกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ บทความนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบาย ขั้นตอนในการหาวิธีเรียนรู้ เพื่อช่วยให้เราค้นพบ และใช้เทคนิคในการเรียนรู้ ได้ง่ายขึ้นจนสามารถเรียนรู้ ด้วยตนเองได้อย่างรวดเร็ว และมีคุณภาพ วิธีที่จะแนะนำนี้สามารถ นำไปประยุกต์ กับการเรียนรู้อะไร ก็ตามที่เราจำเป็นต้องทำเพื่อ เพิ่มความรู้ รวมทั้งจะแนะนำวิธีการช่วย เพิ่มพลังสมอง ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราสามารถช่วยให้ สมองจดจำข้อมูล ได้อย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพ มากขึ้นด้วย การหันมาดูแล สุขภาพของตนเอง การใช้เทคนิคเรียน รู้เพื่อจะได้รู้วิธีการเรียน อันเหมาะสมสามารถ ช่วยให้เรารู้วิธีการ ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการดู แลสุขภาพของตนเอง

 

กินให้อิ่มท้อง. เมื่อเราหิว สมองของเรา จะซึมซับข้อมูลได้ยาก เมื่อร่างกายบอกว่าท้องว่าง เราก็จะจดจ่อ กับการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ลำบาก เราต้องกินอาหารให้ครบสามมื้อ เราอาจต้องหาแม้ แต่ของว่างที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อเอาไว้กินระหว่างทบทวนบทเรียน ระหว่างรอเรียน หรือรอสอบวิชาต่างๆ

  • เรายังต้องกินอาหาร ที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย จังก์ฟู้ดไม่ได้ให้สาร อาหารที่จำเป็นต่อการทำงาน ของร่างกาย ลองเคี้ยวอัลมอนด์ หรือแคร์รอตสักสองชิ้นเพื่อให้ตนเองรู้สึกตื่นตัว และมีสมาธิจดจ่อกับ การทำกิจกรรมต่างๆ จะได้ไม่รู้สึกอืด และเหนื่อยล้า

 

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ. มีอยู่หลายครั้ง เหมือนกันที่ปัญหาการเรียนรู้ ไม่ได้เกิดจากเราหรือ วิธีการเรียนของเรา แต่สมองของเรา ไม่สามารถจดจำข้อมูลได้เพราะเรา ไม่ให้ร่างกายได้รับการพักผ่อน ฉะนั้นเราต้องพักผ่อน ให้เพียงพอ เราต้องนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม ถ้าต้องการให้สมองตื่นตัว เพียงพอที่จะซึมซับข้อมูล แค่ดื่มกาแฟสักแก้วไม่ได้ผลหรอก เราควรหยุดคร่ำเคร่งจนดึกดื่น เปลี่ยนมานอนแต่หัวค่ำ ร่างกายจะได้พักผ่อนเพิ่ม อีกสองสามชั่วโมง และค่อยตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ เราจะได้อ่านหนังสือ และทบทวนบทเรียนได้ดีขึ้น เมื่อสมองของเราแจ่มใส

  • ผลการศึกษา ได้แสดงให้เห็นว่าขณะที่เราหลับ สมองจะหลั่งของเหลว ชนิดหนึ่งเพื่อล้างสารพิษในสมอง  เมื่อเรานอนไม่พอ สมองของเราจะเต็ม ไปด้วยของเสีย จึงทำให้สมองทำงานได้ไม่ดี
  • จำนวนชั่วโมง ของการนอนหลับพักผ่อน ในวันหนึ่งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวเรา และการทำงานของร่างกายเรา ผู้ใหญ่ควรหลับ วันละเจ็ดถึงแปดชั่วโมง แต่บางคนอาจนอนน้อยกว่านี้ และบางคนอา จนอนมากกว่านี้ เราควรรู้สึกตื่นตัว และกระปรี้กระเปร่าได้เกือบตลอด ทั้งวันโดยไม่ต้องใช้กาแฟช่วย ถ้าเราเหนื่อยก่อนสี่หรือห้าชั่วโมง ในตอนกลางวัน แสดงว่าเราอาจนอนไม่พอ (หรืออาจนอนเยอะเกินไป)

 

ออกกำลังกาย. เรารู้อยู่แล้ว ว่าการออกกำลังกาย นั้นดีต่อสุขภาพของเราในหลายด้าน แต่รู้หรือเปล่า ว่าการออกกำลังกายนั้น ยังช่วยให้เราเรียนรู้ได้เร็ว ขึ้นด้วย มีผลการศึกษา พบว่าการออกกำลังกายเบาๆ ระหว่างทบทวน บทเรียนสามารถช่วย ให้เราเรียนรู้ได้เร็วขึ้น คนที่ชอบออกแรง และเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ถูกบังคับให้ต้องอยู่ นิ่งนานเกินไปอาจจดจ่อ กับการเรียนรู้ได้ยาก ฉะนั้นการออกกำลังกาย ระหว่างทบทวนบทเรียน อาจช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้น

  • ตัวอย่างเช่น ลองเดินรอบห้อง ขณะที่อ่านตำราเรียนอยู่ บันทึกเสียงอาจารย์ ในห้องและนำมาฟังระหว่าง ที่ใช้เครื่องออกกำลังเดินวงรี อาจเลือกวิธีการออกกำลงกายแบบอื่นๆ ก็ได้ แค่ต้องเลือกออกกำลังกาย แบบเบาๆ และทำระหว่างกำลัง ทบทวนบทเรียน

 

ดื่มน้ำมากๆ. ร่างกายของเรา จะทำงานได้ดี เมื่อได้รับน้ำอย่างเพียงพอ เมื่อเราได้รับน้ำไม่เพียงพอ ก็จะไม่สามารถจดจ่อ กับการเรียนรู้ได้ เราจะวอกแวกง่าย เมื่อกระหายน้ำ ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม การขาดน้ำอาจทำให้ เรามีอาการปวดหัวด้วยซ้ำ จึงทำให้จดจ่อ กับการเรียนรู้ได้ยากขึ้นไปอีก

  • ร่างกายของแต่ละคน ต้องการน้ำในปริมาณ ไม่เท่ากัน คำแนะนำว่า “ควรดื่มน้ำวันละแปดแก้ว” เป็นแค่การประมาณคร่าวๆ เท่านั้น วิธีที่ดีที่สุดซึ่งจะบอกได้ว่าเราได้รับน้ำ อย่างเพียงพอไหม คือดูสีของปัสสาวะ ถ้าปัสสาวะสีอ่อนหรือใส แสดงว่าดื่มน้ำเพียงพอแล้ว แต่ถ้าปัสสาวะมีสีเข้ม แสดงวาต้องดื่มน้ำเพิ่ม
สอนสมองให้เรียนรู้. การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว เป็นนิสัยอย่างหนึ่ง เราจึงต้องฝึกสมอง ให้มีนิสัยที่ดีและนำมา แทนที่นิสัยแย่ๆ เพิ่มสมาธิด้วยการทำภารกิจ ที่สลับซับซ้อนโดยไม่หยุดพัก (ถึงแม้งานเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย) ไม่ต้องสนใจเรื่องเวลา และสถานที่ในการเรียนรู้ ทำภารกิจต่อไปเรื่อยๆ ต้องทำให้การเรียนรู้นั้นเป็นอะไร ที่สนุกสำหรับเรา สมองจะได้อยากเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ เราจะได้ไม่ต้องบีบบังคับ ตนเองให้ต้องเรียนรู้อะไรต่างๆ มากนัก

  • ตัวอย่างเช่น ไล่เรียนรู้เรื่องที่ตนเองชอบก่อน จนในที่สุดสมองของเรา ก็จะเชี่ยวชาญทักษะการเรียนรู้ และสามารถนำทักษะเหล่านั้น มาใช้กับสาขาวิชาที่เราไม่ชอบเรียนได้ ufabet.win

หาวิธีเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง การเรียน

ตั้งเป้าหมาย เราอยากเปลี่ยนแปลง อะไรเพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น เป้าหมายใดที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ ก่อนถึงจะทำให้เราสามารถ เปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามได้อย่างมั่นใจ ค้นหาเป้าหมาย ที่เราจะสามารถเริ่ม ได้ตั้งแต่ตอนนี้โดยไม่ต้องใช้เวลามาก ในกรณีนี้เป้าหมายของเรา คือดูแลสุขภาพของตนเองให้มากขึ้น จากนั้นก็ค่อยแตกเป้าหมายนี้เป็นขั้นตอนต่างๆ เราต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะเป็นการดูแลสุขภาพของตนเอง

  • ทบทวนบทเรียนแต่เนิ่นๆ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  • ดื่มน้ำให้มากๆ
  • ออกกำลังกาย
ค้นคว้าว่ามีทางเลือกอะไรบ้างในการเรียนรู้

  • ระดมสมองหาวิธีการเรียนรู้ที่เราสนใจและไม่สนใจ เราสนใจที่จะค้นคว้า หาความรู้ทางอินเตอร์เน็ตหรือเปล่า เราอยากพูดคุยกับนักโภชนา การหรือผู้ฝึกสอนส่วนตัวไหม ถ้าเราไม่ค่อยสนใจอยากอ่านหนังสือ การเลือกอ่านบทความต่างๆ จากนิตยสารจะเป็นวิธีการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพหรือเปล่า
  • เชื่อสัญชาตญาณตนเอง ถ้าเลือกเดินเส้นทางหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ขึ้นมา ก็อย่าเลือกไปทางนั้น! ถ้าต้องการอ่านหนังสือเพื่อ ช่วยปรับปรุงนิสัยการนอนหลับ แต่เนื้อหาที่อ่านไม่ใช่ความรู้ ที่เราจะนำมาใช้ในชีวิตของเราได้ ให้หยุดอ่าน และเปลี่ยนไปอ่านเรื่องอื่น อย่าอ่านต่อเพราะว่า ข้อมูลนั้นมาจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” หรือเพราะ “ใครๆ ก็อ่านกัน” ข้อมูลที่อ่านต้องมี ประโยชน์สำหรับเราด้วย
  • ปรับเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้น ขณะที่เริ่มหาวิธีการ ดูแลสุขภาพตนเอง เราอาจค้นพบเป้าหมาย ซึ่งตนเองต้องการที่จะบรรลุจริงๆ การค้นพบเป้าหมายที่แท้จริงระหว่างหา วิธีการบรรลุเป้าหมายจะช่วยกำหนด ขอบเขตของเป้าหมายจาก “ฉันต้องดูแลสุขภาพ ของตนเองให้มากขึ้นกว่านี้” เป็น “ฉันต้องการที่จะดูแลสุขภาพของ ตนเองด้วยการกินอาหารที่ดี ต่อสุขภาพมากขึ้น”
  • หาคนที่ทำตามเป้าหมายเดียวกันนี้ได้สำเร็จและขอให้คนคนนั้นแนะนำเคล็ดลับแก่เรา ถ้ามีคนรู้จักที่สามารถเปลี่ยนแปลง รูปแบบการดำเนินชีวิตของตนเองได้สำเร็จอย่างเช่น หันมาออกกำลังกายเป็นประจำ และกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้สำเร็จ ลองเข้าไปพูดคุยกับเขาดู จะได้รู้ว่าคนคนนั้นทำอะไรบ้าง ทำอย่างไร และค้นหาข้อมูลจากที่ไหน
  • ค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต เข้าเรียน สัมภาษณ์ผู้อื่น และมีผู้ให้คำปรึกษา พยายามใช้วิธีการเรียนรู้ ให้หลากหลาย จะได้รู้ว่าการเรียนรู้แบบไหน ได้ผลกับเรามากที่สุด

เลือกวิธีที่ดีที่สุด

  • เลือกวิธีที่สามารถทำได้ ในสถาพแวดล้อมของเรา สามารถนำมาใช้ได้ผลดีภายใน กรอบเวลาที่กำหนด และตัวเราสามารถใช้วิธีนี้ได้เป็นอย่างดีด้วยกำลัง และความตั้งใจที่มี อย่าเลือกลงเรียนวิชาโภชนาการ ถ้าตนเองมีเวลาจำกัด และไม่มีเวลามาเข้าเรียน อาจเริ่มทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่นทำตามแผนโภชนาการที่วางไว้ ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน วิธีนั้นต้องเป็นวิธีที่เราสามารถทำได้ดี
  • คำนึงถึงระยะเวลา ข้อจำกัดของสถานที่ และสภาพจิตใจ อย่าทำให้ชีวิตเครียดมากขึ้น ด้วยการทำอะไรเกินกำลังตัวเอง การเรียนรู้ควรทำให้ ชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง
  • กำหนดเวลาในการเรียนรู้และฝึกฝน การกำหนดระยะเวลาในการเรียนรู้ จะช่วยกระตุ้นให้เราทำตามขั้นตอนทุกวัน
  • ฝึกตนเองให้ตั้งใจเรียนรู้ในเรื่อง ที่อยากรู้หรืออยากปรับปรุง “อารมณ์ผลักดันให้เกิดความสนใจ ความสนใจผลักดันให้เกิดการเรียนรู้” เอาใจใส่ปฏิกิริยาทางอารมณ์ของตนเอง ถ้ากำลังจะเลือกวิธีออกกำลังกายแล้วพบ ว่าที่จริงไม่อยากใช้วิธีนี้สักเท่าไหร่ ให้หาเหตุสิว่าทำไม การออกกำลังกายมีอะไรที่ทำให้เราเกิดปฏิกิริยาแบบนี้ ต้องมีเหตุผลสักข้อที่ทำให้เรามีปฏิกิริยา ต่อต้านการเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ ด้วยวิธีนี้
  • เมื่อมีทางเลือกหลายทาง ให้ลองเลือกสักทางหนึ่งก่อน บางครั้งเราก็เริ่มตัดสินใจไม่ถูกและเอาแต่คิดใคร่ครวญเพื่อหาทางเลือกที่ “ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด” การเลือกไม่มี “ถูก” หรือ “ผิด” มีเพียงแต่ทางเลือกนั้นใช้ได้ผลกับเราหรือเปล่า เลือกมาสักทางแล้วลองดู! ถ้าทางเลือกนั้นไม่ได้ผล ให้เปลี่ยนไปเลือกทางอื่น

ติดตามบทความ  “การพัฒนาตนเอง” ได้ที่เว็บไซค์ของเราต่อได้เลยครับ

การพัฒนาตนเอง การอ่านหนังสือ

การพัฒนาตนเอง

พัฒนาตนเอง

 พัฒนาตนเอง การอ่านหนังสือ ฝึกการอ่านหนังสือ

พัฒนาตนเอง

พัฒนาตนเอง คือ การพัฒนาศักยภาพของตนด้วยตนเอง การอ่านหนังสือ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมเหมาะสม กว่าเดิมการพัฒนาตนเอง การอ่านหนังสือ เพื่อให้ตนเป็นสมาชิก ที่มีประสิทธิภาพของสังคม เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ตลอดจนเพื่อการดำรงชีวิต อย่างสันติสุขของตน

 การอ่านหนังสือกับการประยุกต์ใช้ในชีวิต คุณธรรมเป็นเครื่องควบคุมจิตใจมนุษย์ ให้ปฏิบัติให้สิ่งที่ดีงาม  ถูกต้องทำให้ สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม ได้อย่างมีความสุข

          คุณธรรม  ประกอบด้วย  ความรู้  ความคิด  และอารมณ์ที่ทำให้เรามีสติปัญญามีวิจารณญาณในการตัดสินดีชั่ว  ถูกผิด  ซึ่งจะจะช่วยยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น  งานเขียนที่จะช่วยยกระดับจิตใจ ให้สูงขึ้น  งานเขียนที่จะช่วยในการ พัฒนาคุณธรรมมีมากมาย  อาจหาอ่านได้จากหนังสือธรรมะ  บทร้อยกรอง  นิทานสุภาษิต  หรืออาจแทรกอยู่ในบทความ  เรื่องสั้น  นวนิยาย

ผู้อ่านได้ควรใช้วิจารณญาณพิจารณาสิ่งที่อ่าน  แล้วนำมาใช้ให้ประโยชน์แก่ตน  และ สังคม

          การอ่าน เป็นการรับรู้ความหมายจากถ้อยคำที่ตีพิมพ์อยู่ในสิ่งพิมพ์ หรือ หนังสือ  โดยผู้อ่านรับรู้ว่าผู้เขียน ได้ส่งสารใดมายังผู้อ่าน  ทั้งใน ด้านความรู้  ความคิด  ความหมาย  ความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น  โดยผู้อ่านจะต้องรู้จักสังเกต  พิจารณา  ด้วยความรู้และเชาวน์ปัญญารอบด้าน และ หมั่นฝึกฝน

          การอ่านมีประโยชน์ และ มีความสำคัญยิ่งต่อการศึกษา  เพราะเป็นวิธีที่เราใช้แสวงหาความรู้ ที่ต้องการได้ด้วยตนเอง  ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร  จำเป็นต้องพัฒนาตนเอง  ในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร  จำเป็นต้องพัฒนาตนเองด้วยการอ่าน  ไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือหรือสิ่งอิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ล้วนเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง ให้เป็นผู้รอบรู้  ทันยุคทันสมัย

เมื่อเลิกอ่านหนังสือเล่มนั้นแล้ว

         เราควรที่จะนำหนังสือเหล่านั้นไปบริจาคให้เด็กด้อยโอกาส ตามที่มีประกาศรับบริจาค หนังสือเก่า ตามมูลนิธิ ตามสถานเสี้ยงเด็กต่างๆ

         อ่านหนังสือครบทุกมิติ เป็นความจริงที่ว่า สังคมใดที่ประชาชนส่วนใหญ่ รักการอ่าน สังคมนั้นจะ มีความก้าวหน้า เพราะเรียนรู้จากสิ่งที่อ่าน นำสิ่งที่อ่านมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ ดังนั้น การฝึกนิสัยรักการอ่านจึงสำคัญ พอ ๆ กับการเลือกหนังสือ ที่จะอ่าน เราอ่านอะไรไปบ่อย ๆ เข้า ชีวิตเราก็จะถูกแปลงสภาพแปลงโฉมไปตามนั้น ดังนั้น ufabet.win  จึงควรเลือกให้อ่าน ในเรื่องที่จะเกิดประโยชน์ต่อความคิด ความรู้ ทักษะ ในมิติต่าง ๆ ครบถ้วนทุกด้าน เพื่อเพิ่มพูนความรู้ และ พัฒนาตนเองได้ ต่อเนื่อง เช่น อ่านหๅฃ1นังสือพิมพ์ เพื่อติดตามข่าวสารบ้านเมืองตอนเช้า อ่านตำราเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพูนความรู้ในสาขาวิชาที่ เกี่ยวข้องกับอาชีพของเรา อ่านเคล็ดลับ การทำงาน ในด้านที่จะช่วยส่งเสริม ความก้าวหน้า อ่านคู่มือเสริมทักษะ เพื่อพัฒนาทักษะ ที่จำเป็น เช่น พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ พัฒนาทักษะด้านการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่าง ๆ เป็นต้น และหนังสืออีกประเภท ที่ต้องอ่าน ได้แก่ หนังสือปรัชญา ศาสนาเพื่อคิดลึกซึ้งและยังมีผลจรรโลงจิตใจและคุณธรรมให้สูงขึ้น

      อ่านแบบครุ่นคิดจนตกผลึก ขงจื้อกล่าวไว้ว่า การเรียนรู้โดยไม่มีการคิดเป็นการสูญเปล่า แต่การคิดโดยไม่มีการเรียนรู้เป็นอันตราย การคิดกับการเรียนรู้ต้องไปด้วยกัน หากไม่ไปด้วยกันจะมีปัญหา การอ่านเพื่อเรียนรู้จะต้องเป็นการอ่านไปคิดไป ทำความเข้าใจ ตั้งคำถามถกเถียง ครุ่นคิดสะท้อนคิดอยู่ภายในตัวเอง จนตกผลึกเป็นสิ่งที่เรียนรู้ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ดังนั้น การเรียนรู้และการคิดควรเป็นเรื่องที่ต้องไปด้วยกัน และ ควรเดินไปในทิศเดียวกันอย่างแท้จริง

จดบันทึกสิ่งที่เรียนรู้ สิ่งที่เราอ่านจะคงอยู่เสมอ หากเราจดข้อคิด สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการอ่านไว้ การจดบันทึกจะช่วยทบทวน ความเข้าใจ และช่วยให้เราย้อนกลับมาดูใหม่ได้ทุกเมื่อ ทำให้เราไม่ลืม สิ่งที่เรียนรู้ไป นอกจากจดสิ่งที่เรียนรู้แล้ว ควรจดสิ่งที่เราจะนำไปใช้ประโยชน์ หรือคิดว่าจะปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าเราเรียนรู้จากสิ่งที่อ่านอย่างเป็นรูปธรรม

แบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้ การถ่ายทอดสิ่งที่เราเรียนรู้ จากการอ่าน นอกจากจะเป็น ประโยชน์ต่อผู้อื่นและงานในภาพรวมแล้ว ยังเท่ากับช่วยเราทบทวนสิ่งที่เราได้เรียนรู้มา ให้เข้าใจหนักแน่นมากยิ่งขึ้น  และช่วยให้เราประเมินตัวเองได้ว่า เราเข้าใจเรื่องที่อ่านได้มากน้อยเพียงใด โดยหากสังเกตดู หากเข้าใจ เรื่องที่อ่านมาอย่างลึกซึ้ง เราจะสามารถถ่ายทอด และอธิบาย ให้ผู้อื่นฟังได้อย่างชัดเจน แม้เรื่องยากก็สามารถพูดด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ๆ ได้ แต่ถ้าเรายังอ่านไม่เข้าใจ ไม่รู้จริง เราจะไม่สามารถอธิบายสิ่งที่อ่านให้ ผู้อื่นเข้าใจได้ ทำให้ต้องกลับไปทบทวนอีกรอบ

การประยุกต์ใช้กับงาน

จงใช้ชีวิตราวกับว่าคุณจะตายในวันพรุ่งนี้ และจงเรียนรู้ราวกับว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป (Live as if you were to die tomorrow. Learn as if you were to live forever.) พัฒนาตนเอง

มหาตมะ คานธี ได้ให้ข้อคิดที่ดีมากสำหรับคนที่ต้องการใช้ชีวิตอย่าง ?รู้คุณค่า? และ ?คุ้มค่า? มากที่สุด ไม่ว่าเราเป็นใคร

ในการดำรงชีวิต ทั้งชีวิตการทำงาน ชีวิตส่วนตัว การปรับตัวให้เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การทำความเข้าใจ เทคโนโลยีใหม่ ๆ การก้าวตามให้ทันความรู้ใหม่ ๆ การแก้ปัญหาที่ไม่เคยพบมาก่อน จำเป็นต้อง ?เรียนรู้? สิ่งต่าง ๆ ตลอดชีวิตของเรา ผู้ที่รู้ทันโลก รู้ทันงาน รู้ทันคน ย่อมได้เปรียบในการก้าวสู่อนาคตมากกว่า

      การอ่านเป็นทางเลือกหนึ่ง ของการแสวงหาความรู้ การอ่านหนังสือมีความสำคัญ ต่อความนึกคิดของ คนที่รอบรู้ มักจะเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งมักหาความรู้จากการอ่าน ได้จากหนังสือหลายประเภท การอ่านด้านนี้จะ ช่วยพัฒนาให้มีสติปัญญาเพิ่มขึ้น สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ความรู้ที่ได้จากการอ่านแบ่งได้ดังนี้
1) ความรู้เรื่องสุขภาพอนามัย ซึ่งความรู้ในด้านนี้มีความจำเป็น และสำคัญต่อการดำรงชีวิต อาจหาอ่านได้จากนิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์  จุดประสงค์ในการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองด้านความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย จะทำให้ผู้อ่านได้ ทราบวิธีการดูแลรักษาโรคภูมิแพ้ผิวหนัง ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
 2) ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ชีวิตประจำวัน มักหาอ่านได้จากหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ ฯ ซึ่งจะเสนอเรื่องราวหลายด้าน เช่น เหตุการณ์บ้านเมือง สังคม  เศรษฐกิจ  เทคโนโลยี ข่าวในหนังสือพิมพ์ จะแบ่งเป็น พาดหัวข่าว ซึ่งมักพิมพ์ด้วยตัวหนาใหญ่ เพื่อให้เด่น และ สะดุดตาผู้อ่าน  ให้ผู้อ่านพิจารณาว่าสนใจ ข่าวนั้นเป็นพิเศษหรือ ไม่ และ ยังมีตัวข่าว ประกอบด้วยส่วนสำคัญ คือ วรรคนำเป็นส่วนสรุปข่าวหรืออาจนำจุดสำคัญของข่าวมานำเสนอและเนื้อข่าว เป็นการนำเสนอรายละเอียด ฟผของข่าว การอ่านข่าวควรพิจารณา ก่อนจะตัดสินใจเชื่อ โดยอาจใช้การเปรียบเทียบ ข่าวเรื่องเดียวกัน จากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ รวมทั้งใช้ดุลยพินิจและไตร่ตรองให้ดีด้วย
3) ความรู้ทั่วไป เป็นการอ่านตามความสนใจ โดยทั่วไปมีลักษณะที่หลากหลาย การอ่านพัฒนาตนเองในด้านความรู้ทั่วไป ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับข้าวของ เครื่องใช้ ในครัวสมัยโบราณ ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้ ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมา ในประวัติศาสตร์ ผู้อ่านเองสามารถที่จะค้นคว้าความรู้ อื่นเพิ่มเติมได้ และ ทำให้เป็นผู้รอบรู้ในเรื่องต่างๆ ด้วย

Hello world!

Welcome to WordPress. This is your first post. Edit or delete it, then start writing!